วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

หลวงปู่เงิน พุทธโชติ

หลวงปู่เงิน พุทธโชติ ประวัติ นามเดิมแรกเกิดของท่านคือ เงิน เมื่อท่านอายุได้ 3 ขวบ ผู้เป็นลุงได้พามาอยู่ที่กรุงเทพฯศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดชนะสงคราม ต่อมา เมื่อท่านอายุ 12 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดชนะสงครามศึกษาพระธรรมวินัย คำภีร์มูลกัจจายน์ เวทมนตร์คาถาและวิทยาการต่างๆ จนแตกฉาน จากนั้น ท่านได้อุปสมบทเมื่ออายุครบ 20 ปี ณ วัดชนะสงคราม มีฉายาว่า "พุทธโชติ" บวชได้ 3 พรรษา ก็ย้ายมาจำพรรษาที่วัดคงคาราม (วัดบางคลานใต้) ต่อมาย้ายเข้าไปอยู่ที่ในหมู่บ้านวังตะโก อยู่ห่างจากวัดคงคารามคนละฝั่งเท่านั้น ตอนที่ย้ายจากวัดคงคาราม หลวงพ่อได้นำกิ่งโพธิ์ติดต้วมาด้วย 1 กิ่งแล้วนำกิ่งโพธิ์นั้นมาปลูกเสี่ยงทาย ถ้าหากต้นโพธิ์ตายก็คงจะอยู่ไม่ได้ ถ้าหากที่นี่จะเป็นวัดได้ขอให้ต้นโพธิ์เจริญงอกงาม ปรากฏว่า ต้นโพธิ์เจริญงอกงามแผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โต หลวงพ่อเงินก็ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ที่นี่ด้วย และท่านเป็นเพื่อนกับหลวงปู่ศุข ซึ่งหลวงปู่ศุขก็ได้ฝากกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์มาเป็นลูกศิษย์ด้วย[2] หลวงพ่อเงินถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2464 สิริอายุได้ 111 ปี[1] หลวงปู่ทวด • สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) • หลวงปู่เงิน พุทธโชติ • หลวงปู่ทอง อายะนะ • พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี (แช่ม) • พระพุทธวิถีนายก (บุญ ขันธโชติ) • พระครูวิมลคุณากร (ศุข เกสโร) • พระครูประศาสนสิกขกิจ (พริ้ง อินทโชติ) • พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (เดิม พุทธสโร) • หลวงพ่อแช่ม อินทโชโต • หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต • พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต • พระจง พุทธสโร • พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (คล้าย จนฺทสุวณฺโณ) • พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) • พระครูภาวนาภิรัต (ทิม อิสริโก) •หลวงพ่อพรหม ถาวโร • พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) • พระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) • พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) • พระราชวุฒาจารย์ (ดูลย์ อตุโล) • หลวงปู่ขาว อนาลโย • หลวงปู่บุดดา ถาวโร • หลวงปู่ฝั้น อาจาโร • พระครูอาคมวิสุทธิ์ (คง สุวณฺโณ) • พระมงคลสิทธิการ (พูล อตฺตรกฺโข) • พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน) • พระวิสุทธิญาณเถร (สมชาย ฐิตวิริโย) • พระธรรมวงศาจารย์ (สุข สุขโณ) พระสังฆาธิการเจ้าอาวาสที่ยังมีชีวิตอยู่ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) • พระครูวิมลสมณวัตร (เพี้ยน อคฺคธมฺโม) • พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) • พระครูรัตนปทุมรักษ์ (สมศักดิ์ รกฺขิโต) • พระธรรมโมลี(ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ)

พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)

พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 ตรงกับ วันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ณ บ้านจิกก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อนายมา ช่วงโชติ มารดาชื่อ นางพิมพ์ ช่วงโชติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันจำนวน 10 คน หลวงปู่ชา สุภทฺโท ขณะมีชีวิตอยู่ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรมและเผยแพร่พุทธศาสนา ทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งบังเกิดผลทำให้ผลงานที่เป็นประโยชน์อเนกอนันต์แก่พระศาสนา ทั้งที่เป็นพระธรรมเทศนา และสำนักปฏิบัติธรรมในนามวัดสาขาวัดหนองป่าพงมากมาย ซึ่งแม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ศิษยานุศิษย์ของท่านก็ยังคงรักษาแนวทางปฏิบัติธรรมที่ท่านได้สั่งสอนไว้จนถึงปัจจุบัน การศึกษา หลวงปู่ชาได้รับการศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนบ้านก่อ ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จนจบชั้นประถมปีที่ 1 แล้วได้ลาออกจากโรงเรียนเพราะมีจิตใจใฝ่ทางบวชเรียน ภายหลังเมื่อบวชเรียนแล้วได้เรียนหนังสือธรรมเรียนบาลีไวยากรณ์ เรียนมูลกัจจายน์ จนสามารถอ่านแปลภาษาบาลีได้ และได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้ชั้นสูงสุดสายนักธรรม คือ สอบได้นักธรรมชั้น เอก ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ เมื่ออายุ 13 ปี หลังจากลาออกจากโรงเรียนประถมศึกษาแล้ว โยมบิดาได้นำไปฝากกับเจ้าอาวาสเพื่อเรียนรู้บุพกิจเบื้องต้นเกี่ยวกับบรรพชาวิธี จึงได้รับอนุญาตให้บรรพชาเป็น สามเณรชา โชติช่วง เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2474 โดยมีท่านพระครูวิจิตรธรรมภาณี (พวง) อดีตเจ้าอาวาส วัดมณีวนาราม อุบลราชธานี เป็นอุปัชฌาย์สามเณรชา โชติช่วง ได้อยู่จำพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนอยู่ปฏิบัติครูอาจารย์ เป็นเวลา 3 ปี ได้เอาใจใส่ต่อภารกิจของสามเณรท่องสวดมนต์ ทำวัตร ศึกษาหลักสูตรนักธรรมปฏิบัติพระเถระ แล้วจึงได้ลาสิกขาบทมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา ทั้งนี้ด้วยความจำเป็นของครอบครัวแบบชาวไร่ชาวนาอีสานทั่วไป ด้วยจิตใจที่ใฝ่ในการบวชเรียน จึงสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องอุปสมทบเป็นพระให้ได้ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ภายหลังเมื่อตกลงกับบิดามารดาและท่านทั้ง 2 ก็อนุญาตแล้วจึงได้ฝากตัวที่วัดก่อในที่ใกล้บ้าน แล้วได้รับอนุญาตให้อุปสมบทได้เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2482 เวลา 13.55 น. ณ พัทธสีมา วัดก่อใน ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี โดยมีพระเถระสำคัญที่ให้การอุปสมบทดังนี้ พระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชาฌาย์ พระครูวิรุฬสุตการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสอน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระชา สุภทฺโท ได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดก่อนอก 2 พรรษา ตั้งใจศึกษาปริยัติธรรม ทั้งจากตำรับตำราและจากครูอาจารย์ จนสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในสำนักวัดก่อนอกแห่งนี้

อัสนี-วสันต์

อัสนี-วสันต์ ประวัติ พ.ศ. 2517 อัสนี โชติกุล และน้องชาย วสันต์ โชติกุล จากอำเภอเมือง จังหวัดเลย เข้าประกวดดนตรีโฟล์กซองในกรุงเทพฯ และได้รางวัลชนะเลิศ อาจารย์วิมล จงวิไล ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการพาไปอัดเสียง เป็นจุดกำเนิดของวง อีสซึ่น (Isn't) หลังจากนั้นอัสนี แยกตัวออกจากวงอิสซึ่นมาทำงานเบื้องหลัง ในปี พ.ศ. 2529 อัสนีและวสันต์ตัดสินใจทำผลงานเพลงของตนเองออกมา ออกอัลบั้มชุดแรกคือ บ้าหอบฟาง สังกัดค่ายไนท์สปอตโปรดักชั่น ในสังกัด WEA แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 อัสนีและวสันต์ย้ายมาสังกัดแกรมมี่ เอนเตอร์เทนเมนต์ และมีผลงานชุดที่ 2 ผักชีโรยหน้า ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง หลังจากนั้นทั้งคู่มีผลงานเพลงออกมาต่อเนื่องอีกหลายชุด จนปี 2538 พวกเขาทั้งคู่ตั้งค่ายเพลง มอร์ มิวสิก ในเครือแกรมมี่ เอนเตอร์เทนเมนต์ หรือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และ เมื่อปี 2554 ก่อตั้ง บริษัท สหภาพดนตรี จำกัด ร่วมกับ นิติพงษ์ ห่อนาค ชาตรี คงสุวรรณ และ วุฒินันต์ ภิรมย์ภักดี มาจนถึงปัจจุบัน เพลงเทิดพระเกียรติ ทรงพระเจริญ ร่วมขับร้องเนื่องในวโรกาสกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 ประพันธ์โดย ยืนยง โอภากุล ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป ประพันธ์ขึ้นเนื่องวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ประพันธ์โดย นิติพงษ์ ห่อนาค 1.บ้าหอบฟาง (พ.ศ. 2529, 1986) ผลงานเพลงชุดแรก เป็นอัลบั้มที่นักวิจารณ์ยอมรับว่าเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดชุดหนึ่ง ต้นฉบับครั้งที่ออกกับทางค่าย ไนท์ สปอต มีทั้งหมดเพียง 9 เพลง บอกแล้ว บ้าหอบฟาง เดือนเพ็ญ ไม่เป็นไร กาลเทศะ วันนี้วันดีวันที่เป็นไท เพลงของเขา น้ำเอย น้ำใจ สมชายกล้าหาญ พ.ศ. 2541 ได้จำหน่ายอีกครั้งโดยแกรมมี่ โดยเรียงลำดับชื่อเพลงดังนี้ บ้าหอบฟาง ไม่เป็นไร เดือนเพ็ญ กาลเทศะ เพลงของเขา น้ำเอย น้ำใจ วันนี้ วันดี ที่เป็นไท สมชายกล้าหาญ บอกแล้ว บ้าหอบฟาง (Live) ไม่เป็นไร (Live) 2.ผักชีโรยหน้า (พ.ศ. 2530,1987) เป็นผลงานที่สร้างความสำเร็จและชื่อเสียง ผักชีโรยหน้า ก็เคยสัญญา เสี่ยวรำพึง บังอรเอาแต่นอน สายล่อฟ้า ให้มันเป็นไป ทั้งๆที่รู้ หนึ่งมิตรชิดใกล้ ขลุ่ยผิว

เขตบางขุนเทียน

เขตบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน เป็น 1 ใน 50 เขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร อยู่ในกลุ่มเขตกรุงธนใต้ สภาพพื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเขตเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย การค้า และอุตสาหกรรม ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตเกษตรกรรมและมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เนื่องจากเป็นเขตเดียวของกรุงเทพมหานครที่มีพื้นที่ติดกับอ่าวไทย (เป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร) และยังมีป่าชายเลนหลงเหลืออยู่ ที่ตั้งและอาณาเขต ตั้งอยู่ทางใต้สุดของกรุงเทพมหานคร มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่การปกครองต่าง ๆ เรียงตามเข็มนาฬิกาดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตบางบอนและเขตจอมทอง มีทางรถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย คลองวัดสิงห์ คลองสนามชัย คลองวัดกก คลองบัว (คลองตาเปล่ง) และคลองตาสุกเป็นเส้นแบ่งเขต ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตทุ่งครุและอำเภอพระสมุทรเจดีย์ (จังหวัดสมุทรปราการ) มีคลองบางมด คลองรางแม่น้ำ คลองรางด้วน (คลองสวน) คลองรางกะนก คลองนา คลองหัวกระบือ และคลองขุนราชพินิจใจ (คลองกง) เป็นเส้นแบ่งเขต ทิศใต้ จรดอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดต่อกับตำบลพันท้ายนรสิงห์และตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร มีแนวแบ่งเขตการปกครองระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดสมุทรสาคร คลองเสาธง แนวแบ่งเขตการปกครองระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดสมุทรสาคร คลองสอง คลองแยกพะเนียง คลองตาแม้น คลองแสมดำใต้ และคลองแสมดำเหนือเป็นเส้นแบ่งเขต ที่มาของชื่อเขต มีคำบอกเล่าว่า บริเวณนี้เคยเป็นแหล่งชุมนุมกองเกวียนที่ไปมาค้าขายจากสุพรรณบุรี โดยทุกกองเกวียนจะมีผู้นำทำหน้าที่คุ้มกันประจำกองเรียกว่า “ขุน” บริเวณที่หยุดรวมกองเกวียนนี้ ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า “บางขุนเกวียน” แล้วเพี้ยนเป็น “บางขุนเกียน” ต่อมาเขียนสะกดเป็น “บางขุนเทียน” ถึงทุกวันนี้ ยังมีความเห็นอีกว่า ชื่อบางขุนเทียน มาจากนามและตำแหน่งบุคคลว่า “ขุนเทียร” เป็นขุนนางรักษาสวนหลวง ที่คงมีส่วนเข้ามาดูแลสวนบริเวณพื้นที่คลองบางขุนเทียนนั่นเอง

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (อังกฤษ: Suankularb Wittayalai School) (อักษรย่อ: ส.ก., S.K.) เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาชายล้วนขนาดใหญ่ เป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันมีอายุ 130 ปี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ รหัสสถานศึกษา 00100101 (เดิม) , 10105505 (ใหม่) ก่อตั้งโดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา ประกอบด้วยอาคารเรียน 6 หลัง มีจำนวนห้องเรียนทั้งหมด 88 ห้อง แผนการจัดชั้นเรียน มีดังนี้ 12-12-12-14-14-14 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นหนึ่งในโรงเรียนเครือ จตุรมิตรสามัคคี ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มีการแข่งขันฟุตบอลระหว่าง 4 โรงเรียน รวมทั้งมีการการแปรอักษรกันทุกๆ 2 ปี ที่มีการจัดการแข่งขัน และแต่ละโรงเรียนจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ และจากนโยบายกระจายโอกาสทางการศึกษาของกระมรวงศึกษาธิการ ทำให้มีการจัดตั้งโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในเครืออีก 10 แห่ง รวมกับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็น 11 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ชลบุรี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพชรบูรณ์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (จิรประวัติ) นครสวรรค์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นครศรีธรรมราช โดยโรงเรียนในเครือสวนกุหลาบวิทยาลัยได้มีการแข่งขันกรีฑาสวนกุหลาบสัมพันธ์ กรีฑาประเพณีประเภทลู่และลานจะขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยแต่ละโรงเรียนจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ รวมทั้งยังมีการจัดงานชุมนุมลูกเสือสวนกุหลาบสัมพันธ์ เพื่อเป็นงานชุมนุมและทำกิจกรรมร่วมกันของลูกเสือและเนตรนารีของโรงเรียนเครือสวนกุหลาบวิทยาลัยทั้ง 11 แห่งเป็นประจำทุกปีเช่นเดียวกัน

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท. หรือ IPST) เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ[2] มีหน้าที่หลักในการพัฒนาขีดความสามารถในด้านการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ของครู และเยาวชนไทย ประวัติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดตั้งขึ้นโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 ภายใต้ความร่วมมือและการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ปัจจุบันเป็นหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2541 แก้เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2548[3] วัตถุประสงค์ ริเริ่ม ดำเนินการ ส่งเสริม ประสานและจัดให้มีการศึกษาค้นคว้า วิจัยและพัฒนาหลักสูตรวิธีการเรียนรู้วิธีสอน และการประเมินผลการเรียนการสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีทุกระดับการศึกษา โดยเน้นการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลัก ส่งเสริม ประสาน และจัดให้มีการพัฒนาบุคลากรการฝึกอบรมครู อาจารย์ นักเรียน นิสิตและนักศึกษา เกี่ยวกับการเรียนการสอน และการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริม ประสาน และจัดให้มีการค้นคว้า วิจัย ปรับปรุง และจัดทำแบบเรียน แบบฝึกหัด เอกสารทางวิชาการ และสื่อการเรียนการสอนทุกประเภท ตลอดทั้งประดิษฐ์อุปกรณ์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมการพัฒนาระบบประกันคุณภาพและการประเมิน มาตรฐานการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีในสถานศึกษา พัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดทั้งการส่งเสริมการผลิตครู อาจารย์ที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ให้คำปรึกษาแนะนำแก่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือหน่วยงานของเอกชนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาหรือสถานศึกษาเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ตามข้อ 1 ถึง 5

ดาวเนปจูน

ดาวเนปจูน ดาวเนปจูน (อังกฤษ: Neptune) หรือชื่อไทยว่า ดาวสมุทร[1] หรือ ดาวเกตุ คือดาวเคราะห์ในระบบสุริยะลำดับสุดท้ายที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ (ขึ้นอยู่กับการโคจรของดาวพลูโต ซึ่งบางครั้งจะเข้ามาอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่า แต่ปัจจุบันดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์แคระแล้ว) ตัวดาวมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เป็นอันดับที่ 4 รองจากดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และมีมวลเป็นลำดับที่ 3 รองจากดาวพฤหัสและดาวเสาร์ คำว่า "เนปจูน" นั้นตั้งชื่อตามเทพเจ้าแห่งท้องทะเลของโรมัน (กรีก : โปเซดอน) มีสัญลักษณ์เป็น (♆) ดาวเนปจูนมีสีน้ำเงิน เนื่องจากองค์ประกอบหลักของบรรยากาศผิวนอกเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียม และมีเทน บรรยากาศของดาวเนปจูน มีกระแสลมที่รุนแรง (2500 กม/ชม.) อุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ประมาณ -220℃ (-364 °F) ซึ่งหนาวเย็นมาก เนื่องจาก ดาวเนปจูนอยู่ไกลดวงอาทิตย์มาก แต่แกนกลางภายในของดาวเนปจูน ประกอบด้วยหินและก๊าซร้อน อุณหภูมิประมาณ 7,000℃ (12,632 °F) ซึ่งร้อนกว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์เสียอีก ยานวอยเอเจอร์ 2 เป็นยานอวกาศจากโลกเพียงลำเดียวเท่านั้น ที่เคยเดินทางไปถึงดาวเนปจูนเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ภาพของดาวเนปจูนซึ่งได้ถ่ายลักษณะของดาวมาแสดงให้เราเห็นจุดดำใหญ่ (คล้ายจุดแดงใหญ่ ของดาวพฤหัส) อยู่ค่อนมาทางซีกใต้ของดาว มีวงแหวนบางๆสีเข้มอยู่โดยรอบ (วงแหวนของดาวเนปจูน ค้นพบก่อนหน้านั้น โดย เอ็ดเวิร์ด กิแนน (Edward Guinan) ดาวเนปจูนมีดวงจันทร์บริวาร 8 หรือ 13 ดวง และดวงใหญ่ที่สุดมีชื่อว่า ไทรทัน ประวัติการค้นพบ ในปี พ.ศ. 2389 เออร์เบียง เลอ เวอร์ริเยร์ (Urbain Le Verrier) คำนวณว่า ต้องมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งรบกวนการโคจรของดาวยูเรนัส จนเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2389 โจฮันน์ จี. กาลเล (Johann G. Galle) นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันแห่งหอดูดาวเบอร์ลิน ได้ค้นพบดาวเนปจูน ในตำแหน่งใกล้เคียงกับผลการคำนวณดังกล่าว อ้างอิง ^ ราชบัณฑิตยสถาน 2546. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊ค พับลิเคชั่นส์ จำกัด.